ระบบเก็บเงินรวมของ BTS/MRT/BMA
June 6th, 2010 Posted in My Idea | 1 Comment »จำได้ว่าเคยมีไอเดียเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่อยู่ม. 4 ผ่านมาแล้ว 9 ปี มันก็ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน
ผมว่าสิ่งที่คนกรุงเทพหวังเป็นอันดับต้นๆ ของการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ คือการที่ให้ระบบขนส่งมวลชนทุกอย่างนั้น มีความสะดวกสบายในการใช้บริการ ซึ่งหนึ่งในสิ่งนั้นก็คือระบบจัดเก็บค่าบริการของระบบขนส่งมวลชนครับ

ปัจจุบันนี้ ระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพนั้น ต่างคนก็ต่างเก็บค่าใช้บริการในระบบที่ต่างกัน กล่าวคือ BTS ใช้บัตรแม่เหล็กกับ RFID (Smart Pass) ส่วน MRT นั้นใช้แต่ RFID (Token + Value Card) แต่รถเมล์นั้นกลับรับแต่เงินสด ซึ่งจะเห็นได้ว่าหากเราเดินทางในกรุงเทพนั้น ถ้าต้องขึ้นรถต่อรถไฟฟ้าแล้วต่อใต้ดิน เราต้องพกทั้งเงินสดและบัตร RFID สองใบ ซึ่งมันก็ดูไม่สะดวกเอาซะเลย
ผมเลยคิดว่า จริงๆ แล้วเราน่าจะมีบัตรอะไรสักอย่าง ที่เราสามารถเติมเงินเอาไว้ แล้วใช้เดินทางกับระบบใดก็ได้ครับ
แล้วจะพัฒนาระบบได้อย่างไร
ตรงนี้ผมแยกเป็นสองส่วนครับ คือส่วนของระบบการเติมเงิน และระบบของการตัดเงิน
การเติมเงิน
ปัญหาของเรื่องนี้คือ ไม่มีใครหรอกครับที่ไม่อยากให้เงินของเราไปอยู่ในมือของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมว่าตรงนี้ สิ่งที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือการมารวมตัวกันของ BMTA/BTS และ BMCL จัดตั้งบริษัทที่มีหน้าที่จัดการในส่วนของการเติมเงิน หรือพูดง่ายๆ ก็เป็นผู้ถือเงินนั่นล่ะครับ

สำหรับตัวอย่างของการรวมตัว ก็เป็นเหมือนกับด้านบนนี้ครับ ซึ่งก็คือ Charlie Card เป็นบัตรเติมเงินที่เอาไว้ใช้สำหรับการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะทุกอย่าง ทั้งรถไฟใต้ดิน และรถเมล์ โดยที่ทั้งสองอย่างนี้ถูกควบคุมโดยบริษัทคนละอันกันครับ
ถ้าสามารถมีการจัดตั้งผู้ถือเงินมา คราวนี้ในการใช้บริการแต่ละครั้ง ก็จะมีการโอนเงินจากบัญชีของเราไปที่ผู้ให้บริการขนส่งมวลชนนั้นๆ แทนครับ
การตัดเงิน
สำหรับ MRT และ BTS นั้น ถ้าระบบร่วมของเราใช้ตั๋วโดยสารแบบ RFID ในคลื่นความถี่เดียวกัน ผมว่าสิ่งที่เหลืออย่างเดียวคือการลิงค์กันระหว่างระบบและดึงจำนวนเงินคงเหลือมาจากฐานข้อมูลกลางครับ (ซึ่งตรงนี้เข้าใจว่า MRT/BTS กำลังเชื่อมกันอยู่ และบอกว่าจะร่วมกันได้ภายในสิ้นปี 2554 ครับ)
แต่ในส่วนของรถเมล์นั้น คิดว่าคงจะยากแน่นอนครับ กับการที่จะเอาบัตร RFID ไปใช้ แต่ผมคิดว่ามันมีอยู่ 2 วิธีครับ ในการติดตั้ง
1. ติดตั้งไว้ที่เสาบริเวณประตูขึ้นลง
เอาเข้าจริง ทุกประเทศที่เขาใช้บัตรเขาเป็นอย่างนี้หมดครับ … แต่ว่าคิดว่าทาง ขสมก. คงไม่ไว้ใจคนไทยแน่นอน (เพื่อนผมยังเคยขึ้นรถเมล์ฟรี แล้วมาเล่าให้ฟังเลย ..) เพราะฉะนั้นก็คงเหลือ
2. ติดไว้ที่กระป๋องเก็บค่าโดยสาร
ไอ้ที่กระเป๋ารถเมล์ชอบเขย่า แกร่กๆๆ นั่นแหละครับ ติดไปด้านบนหรือด้านล่าง ข้างในหลอดขนาดยาวสักประมาณ 10cm คงจะได้ มี simcard module และ removable battery พร้อมสรรพ สำหรับการส่งข้อมูลผ่านทาง EDGE (หรือ 3G พับผ่า !!) ไปยัง server แม่ข่าย เพื่อทำการเรียกยอดเงินและตัดเงิน
ผมว่าถ้าทำตามข้อ 2 นี่อาจจะดีก็ได้นะครับ เพราะแปลว่าคนก็ยังขึ้นไปจ่ายเงืนสดบนรถได้เหมือนเดิม
สำหรับเรื่องของการตัดเงินนี่ ถ้าเป็นที่เมือง Boston (ที่ใช้ Charlie Ticket) เขาจะใช้ Kiosk คล้ายๆ กันในทุกๆ ที่ครับ คือมีให้สอดบัตรสำหรับบัตรชั่วคราว และมีที่แตะ RFID สำหรับบัตรรายเดิน/บัตรเติมเงิน ผมคิดว่าประเทศเรามาไกลแล้วสำหรับ RFID เพราะฉะนั้นมีแต่เครื่อง RFID น่าจะดีที่สุดครับ
รู้สึกว่าจะฝันเฟื่องอีกแล้ว แต่ผมอยากให้เป็นจริง จริงๆ นะครับ เพราะจะได้เลิกพกบัตร 2 ใบ แล้วก็เลิกพกเหรียญย่อยๆ ไว้จ่ายรถเมล์สักที
ผมว่าคงมีหลายคนที่เคยใช้บริการทางด่วนตรงทางขึ้นดินแดงครับ ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นได้ว่าช่องที่เป็น Easy Pass นั้นจะเป็นช่องตรงกลางของช่องทางทั้งหมด ก็เลยมีคำถามว่าแล้วถ้ารถมันติดยาวออกมาจากทั้งช่องทางด้านซ้าย และด้านขวา แล้วรถจะเข้าไปใช้บริการในช่องนั้นได้อย่างไรครับ?
ระบบของ Easy Pass นั้น จริงๆ แล้วก็คล้ายคลึงกับระบบของบัตรรถไฟฟ้า BTS นะครับ นั่นก็คือต้องมีการเติมเงินเอาไว้ก่อน แล้วมีการหักค่่าผ่านทางออกไปเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีปัญหาในเรื่องของ “เงินไม่พอจ่าย” แน่ๆ ครับ



1. ระบบ Destination Control – ระบบนี้จะทำการเลือกลิฟท์ให้กับผู้โดยสาร โดยที่พยายามเอาผู้โดยสารที่มีจุดหมายปลายทางอยู่ชั้นใกล้เคียงกันมาอยู่ในลิฟท์ตัวเดียวกัน เพื่อให้ลิฟท์นั้นเคลื่อนที่ขึ้นไปให้ได้ระยะทางไกลที่สุด นั่นก็คือให้มีการหยุดระหว่างชั้นน้อยที่สุดครับ ซึ่งตรงนี้จะช่วยในเรื่องของการลดระยะเวลาเดินทาง (ตัดปัญหาว่าเราจะไปชั้น 7 แต่มีคนกดก่อนหน้าเราซะ 5 ชั้น แล้วเราต้องรอร๊อรอ … เจอตามศูนย์การค้าบ่อยๆ ครับ)




